แล้งหนัก ไม่มีน้ำ! เกษตรกรชัยนาท หันทำฟาร์มกบ กำไรดีกว่าทำนา

แล้งหนัก ไม่มีน้ำเพาะปลูก! เกษตรกรท่าฉนวน ชัยนาท พลิกวิกฤติ หันทำฟาร์มกบ สร้างกำไรต่อเดือนดีกว่าทำนา ส่วนที่กำแพงเพชร แม่ค้าขายปลา เผย พิษแล้งกระทบสัตว์น้ำ จับปลาตามแม่น้ำได้น้อย แถมตัวเล็กลง ขณะที่ราคาขยับขึ้น ทำคนซื้อน้อย

วันที่ 11 พ.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาวะภัยแล้งที่กำลังลุกลามและทวีความรุนแรงอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ระดับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ผันเปลี่ยนไม่หยุดนิ่ง มีน้ำบ้าง แล้งบ้าง ทำให้เกษตรกรจังหวัดชัยนาท รวมไปถึงผู้เลี้ยงปลากระชังบริเวณ ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ต้องเลิกกิจการไปแล้วหลายราย จำเป็นต้องหาอาชีพใหม่ เพื่อปากท้องของครอบครัวนางตุ้งหนิง อินทร์สิงห์ อายุ 39 ปี เกษตรกร ม.5 ต.ท่าฉนวน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท กล่าวว่า เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก แต่ก็ต้องเลิกกลางคัน เพราะมีแหล่งน้ำสำรองไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก จนต้องหันมาเลี้ยงปลาในกระชัง บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งลองคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ดูแล้ว เลี้ยงกบ 1 ตัน ต้นทุน รวม 2 หมื่นกว่าบาท ตัวเล็กขายตัวละ 1 บาท ตัวเต็มวัยขายได้ กิโลกรัมละ 50-60 บาท ขายครั้งหนึ่งขายได้ 1 ตันกว่า – 2 ตัน รวมมูลค่าขายต่อครั้งประมาณ 50,000-100,000 กว่า บาท ถือว่าเป็นการลงทุนลงแรงที่ไม่เสียเปล่า ได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่เหมือนกับการทำนา หรือเลี้ยงปลาในกระชัง ที่ต้องอาศัยสภาพอากาศและน้ำเป็นปัจจัยในการเจริญเติบโตด้าน นายประเชิญ อินทร์สิงห์ อายุ 54 ปี สามีนางตุ้งหนิง เผยว่า เทคนิคการเลี้ยงนั้นลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ข้อสำคัญคือ ต้องให้น้ำสะอาด ถ่ายน้ำทุกวัน ให้อาหารแต่พอดี จำนวน 2 มื้อ เช้า-เย็น หากมากเกินไป นอกจากจะทำให้น้ำเน่าแล้ว กบอาจท้องอืดตายได้ การให้อาหารแบบนี้อาจทำให้กบโตช้า ใช้เวลา 4 เดือนครึ่ง จึงจับขายได้ แต่ไม่ต้องเสี่ยงขาดทุนเพราะกบตายยกฟาร์ม แม้ปัจจุบันมีกบสายพันธุ์อื่นที่ตัวใหญ่ น้ำหนักดี แต่ผู้บริโภคยังนิยมกบนาที่เนื้อแน่น โดยพ่อค้าจะมารับซื้อถึงบ่อ เนื่องจากกบเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา ทั่วทุกภาคในประเทศไทย หากใครสนใจหรือต้องการดูตัวอย่างฟาร์มกบสามารถมาได้ที่ ฟาร์มตุ้งหนิง บ้านเลขที่ 108/1 ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาทกำแพงเพชร แม่น้ำแห้ง วิกฤติปลาน้อยลง ตัวเล็กขายไม่ดี

ส่วนที่กำแพงเพชรตามที่เกิดวิกฤติแล้งหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี ตามเขื่อนต่างๆ เหลือน้ำใช้การน้อยมาก จึงไม่สามารถปล่อยน้ำลงตามแม่น้ำท้ายเขื่อนได้มาก เพราะต้องเก็บไว้รักษาระบบนิเวศภายในเขื่อน ส่งผลทำให้น้ำในแม่น้ำต่างๆ แห้งจนวิกฤติ แม่น้ำในเขตภาคเหนือบางสายแห้งหมดแล้ว แต่บางสายก็เหลือน้ำไหลผ่านเพียงไม่มาก

จากวิกฤติดังกล่าว ยังส่งผลกระทบถึงสัตว์น้ำ ซึ่งปกติสัตว์น้ำจะอุดมสมบูรณ์ ที่ตลาดศูนย์การค้า จ.กำแพงเพชร ตามแผงขายปลาจะมีปลามาวางขายกันมากมาย แต่ช่วงนี้ความหลากหลายของปลาหายไป ส่วนหนึ่งตายเพราะภัยแล้ง ส่วนหนึ่งถูกจับมาก่อนหน้านี้แล้วจำนวนมากเพราะน้ำน้อยจับง่าย และปลาที่มาวางขายตัวก็ไม่ใหญ่มากเม่าที่ควร ราคาก็พุ่งสูงขึ้น เพราะปริมาณปลามาเข้าตลาดน้อยลงสอบถามนางสุทิน โพธิ์ศรีทอง อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65/76 ถนนราชดำเนิน 2 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร แม่ค้าปลารายใหญ่ของตลาดแห่งนี้ เปิดเผยว่า ปลาธรรมชาติที่ปกติจะส่งมาจากแม่น้ำปิงของ จ.กำแพงเพชร บางส่วนมาจาก จ.สุโขทัย จ.พิจิตร นครสวรรค์ และตาก แต่ว่าช่วงนี้น้ำในแม่น้ำต่างๆ ลดลงบางแห่งแห้งหมด ทำให้ปลาที่เคยมาส่งกันมีปริมาณน้อยลงอย่างมาก น่าจะลดลงถึงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น จึงส่งผลทำให้ราคาปลาพุ่งสูงขึ้น เช่น ปลาแดง จากกิโลกรัมละ 300 กว่าบาท ขณะนี้ขึ้นไปเป็น 450 บาท ปลาเนื้ออ่อนจากกิโลกรัมละ 300 ก็ไปเป็น 350 บาท ปลากรายเป็นกิโลกรัมละ 260 บาท ปลาหลดกิโลกรัมละ 160 บาท ปลาไหลกิโลกรัมละ 250 บาท ปลากดคังกิโลกรัมละ 190 บาท ปลาค้าวกิโลกรัมละ 220 บาท ปลาสร้อย กิโลกรัมละ 50 บาท กบกิโลกรัมละ 130 บาท แต่ยังดีที่ปลาทับทิม ปลาดุก และปลาช่อนที่เป็นปลาเลี้ยงราคายังคงที่.

ที่มา>>>Thairath