ชาวบ้านร้องฟาร์มหมูแอบปล่อยน้ำเสียช่วงฝนตก พืชผักแห้งเหี่ยวตาย 4 ตำบล

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในหมู่ 2 ต.ห้วยไผ่ อ.เมือง จ.ราชบุรี ว่าน้ำในลำห้วยทับใต้ ซึ่งเชื่อมต่อถึง 4 ตำบล คือ ต.ห้วยไผ่ ต.ดอนแร่ ต.อ่างทอง และต.หน้าเมือง ในเขตพื้นที่ อ.เมืองราชบุรี เกิดเน่าเสีย น้ำมีสีดำคล้ำและส่งกลิ่นเหม็น ชาวบ้านที่อยู่ริมลำห้วยดูดน้ำขึ้นมารดพืชผัก ก็ทำให้ผักเริ่มแห้งเหี่ยวตาย ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบนายสมชาย หลวงละ อายุ 46 ปี ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลำห้วยทับใต้ และชาวบ้านกำลังมาดูน้ำเสียที่บริเวณประตูน้ำในลำห้วยทับใต้ พร้อมกับถือป้ายข้อความว่า “ทำไมพวกเราชาวเกษตร ต่อสู้กันมาตั้งนานไม่จบสักที เดี๋ยวฟาร์มหมู เดี๋ยวบ่อกุ้ง ปล่อยน้ำเสีย สร้างความเดือดร้อนให้พวกเราไม่รู้จักจบสักที” นายสมชาย กล่าวว่า ขณะนี้น้ำในลำห้วยเน่าเสียอย่างมาก เพราะน้ำนั้นดำคล้ำ มีกลิ่นเหม็น เมื่อนำไปรดพืชผักก็ทำให้ใบไหม้หมด ที่ผ่านมาเวลาฝนตก ก็จะมีฟาร์มหมูและฟาร์มกุ้งซึ่งมีอยู่รอบๆตำบลห้วยไผ่หลายฟาร์ม แอบปล่อยน้ำเสียผสมลงมา ช่วงที่น้ำในลำห้วยไม่เสีย ชาวบ้านเคยเก็บผลผลิตได้ครั้งละประมาณ 100 กิโลกรัม แต่ในช่วงที่น้ำเสียเมื่อนำน้ำไปรดทำให้เก็บผลผลิตได้น้อยลงเหลือเพียงแค่ 20 กิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรต้องใช้น้ำในลำห้วยแห่งนี้ เพราะถ้าไปใช้น้ำจากแหล่งอื่นก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนมากกว่านี้ ซึ่งชาวบ้านก็ได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ก็ยังเงียบอยู่ ซึ่งตอนนี้น้ำไหลไปถึง 4 ตำบลแล้ว ถ้ายังปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้จะเดือดร้อนกันทั้งลำห้วย ด้านนางจินดา ดวงใจ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58/1 หมู่ 2 ต.ห้วยไผ่ อ.เมือง เกษตรกรที่เพาะเห็ดหูหนูขาย บอกว่า ที่ผ่านมาใช้น้ำในลำห้วยทับใต้รถเห็ดมาตลอดไม่เคยมีปัญหา แต่เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างหนัก และสังเกตเห็นว่าน้ำในลำห้วยนั้นมีสีดำคล้ำมีกลิ่นเหม็น เมื่อนำมารดเห็ดหูหนูก็ทำให้ก้อนเห็ดสีขาวกลายเป็นสีดำ ดอกเห็ดก็ไม่ออก จึงเชื่อว่าน่าจะมาจากน้ำในลำห้วย ซึ่งไม่ทราบว่าน้ำนั้นเสียเพราะอะไร และคงจะต้องทิ้งก้อนเห็ดแล้วทั้งที่เพิ่งเก็บได้เพียง 2 ครั้ง จากที่เคยเก็บได้มากกว่า 6-7 ครั้ง นางสายฝน เกตุแดง อายุ 49 ปี เกษตรกรปลูกผักหวาน กล่าวว่า ผักหวานที่ตนปลูกไว้จะใช้วิธีตัดแต่งกิ่ง หลังจากเก็บแล้วเพื่อให้แตกใหม่ โดยใช้น้ำในลำห้วยมารด แต่เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นำน้ำในลำห้วยมารดต้นผักหวานก็พบว่าใบที่แตกใหม่นั้นเริ่มหงิกงอ และเริ่มเหี่ยว ทำให้ไม่สามารถเก็บผักหวานไปขายได้ทำให้ขาดรายได้ เพราะที่ผ่านมาเคยเก็บผักหวานได้หลายสิบกิโลกรัม ตกกิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่ขณะนี้เก็บไม่ได้เลย

ส่วนแตงกวาที่ปลูกไว้ก็แคระแกน ต้นเล็กและไม่ออกลูกทั้งที่ปลูกไว้ถึง 30 วันแล้ว ซึ่งปกติจะเริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว ส่วนมะเขือก็ใบเริ่มแห้งและร่วง เหลือแต่ลูกมะเขือ ซึ่งถ้าเก็บลูกมะเขือแล้วคงต้องตัดต้นทิ้งเพราะต้นเริ่มตายแล้ว สาเหตุก็เพราะใช้น้ำเสียในลำห้วยมารดทำให้พืชผลทางการเกษตรตายหมด จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งเข้าไปแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน ก่อนที่จะเดือดร้อนไปมากกว่านี้

ที่มา>>>ข่าวสด

ปริญญาโทเมินมนุษย์เงินเดือน วิจัยพันธุ์แตงโมปลูกขายเอง

เดินตลาด อ.ต.ก.ในช่วงจัดงาน “อ.ต.ก.ร่วมใจช่วยภัยแล้ง” สะดุดตาแตงโมใหญ่ยักษ์ขนาด 4–5 กก. ที่บ้านเราไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก เข้าไปสอบถาม ยิ่งทึ่งเข้าไปอีก เป็นแตงโมที่วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์โดยคนขายดีกรีถึงปริญญาโท สาขาพฤกษศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์…เลิกอาชีพมนุษย์เงินเดือน หันมาจับจอบเสียมปลูกแตงโมขาย

“สอนที่สวนดุสิตมา 8 ปี เคยทำงานทั้งภาครัฐ เอกชนมาอีกหลายแห่ง เบื่อเป็นลูกจ้าง อยากทำงานที่เป็นเจ้านายตัวเอง เลยลาออกมาทำเกษตรตามอาชีพดั้งเดิมของบรรพ– บุรุษ ประกอบกับแถวบ้านปลูกแตงโมกันมาก เลยมุ่งมั่นอยู่กับแตงโม เพราะเคยเป็นนักวิจัยพันธุ์พืชมาก่อน นำความรู้มาวิจัยพันธุ์แตงโมจนได้พันธุ์ใหม่ แฮปปี้เฟรช เมื่อปลายปี 58 มาให้เกษตรกรแถวบ้านปลูกขาย ตอนนี้สามารถต่อยอดเป็นแบรนด์เฟรชแอนด์เทสตี้แล้วค่ะ”หฤทัย เหมะธุลิน กรรมการวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกแตงโม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เล่าถึงการมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ วิจัยได้แตงโมไร้เมล็ด เนื้อแน่น แดงละเอียด ไม่ต้องพึ่งสารเร่งเนื้อแดง กรอบ หอม ลูกใหญ่ 4-9 กก.

ทำครบวงจรเรื่องแตงโม ปรับปรุงพันธุ์เอง ปลูกเอง รับซื้อจากเกษตรกรในกลุ่ม ขายเอง แปรรูปเอง ทำให้ได้ทำงานหลายด้าน ได้เสริมสร้างจิตสำนึกให้เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในอาชีพของตน จนเกิดการตลาดในรูปแบบที่สามารถควบคุมราคาผลผลิตตนเองได้

“เกษตรกรได้ราคาเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะไม่ต้องซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ลูกค้าได้สินค้าราคาย่อมเยา ปลอดภัยเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ไร้สารเคมี คุณภาพสดใหม่ ตรงจากสวน เมื่อเราตั้งบริษัทเฟรชแอนด์เทสตี้และชื่อแบรนด์ รับซื้อจากเกษตรกรสมาชิกในราคาประกันที่สูงกว่าแตงโมพันธุ์ทั่วไปเท่าตัว”พื้นที่ปลูก 3,000 ไร่ ระยะเวลา 80–90 วัน เก็บเกี่ยวผลผลิต สามารถหล่อเลี้ยงชาวบ้านกว่า 500 ครัวเรือน ให้มีกำไรไม่ต่ำกว่าไร่ละ 20,000 บาท

ส่วนปลูกอย่างไรให้แตงโมเป็นที่ต้องการของตลาด หฤทัย อธิบาย ก่อนอื่นทุกแปลงต้องปลูกภายใต้มาตรฐานจีเอพี ไม่ใช้สารเร่งความหวานหรือเร่งเนื้อแดง ใช้ระบบน้ำหยดเพื่อให้สามารถควบคุมรสชาติได้สม่ำเสมอ รวมถึงเป็นการประหยัดน้ำไปในตัวนอกจากนั้น เกษตรกร 1 ครอบครัว มีแรงงานแค่ 2 คน จะให้ปลูกได้แค่ 5 ไร่ เพื่อให้มีเวลาดูแลได้ใกล้ชิดและทั่วถึง แต่หากมีมากกว่า 2 คน ปลูกได้ครอบครัวละไม่เกิน 10 ไร่ ที่สำคัญที่สุดคือ การเด็ดผลทิ้ง คัดเอาแต่ลูกที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่เกินต้นละ 3 ลูก เพื่อให้ได้แตงโมคุณภาพดี

ที่สำคัญการปลูกจะใช้หลักการตลาดนำการผลิต…ผลิตตามออเดอร์ที่มีลูกค้าสั่งมาเท่านั้น เพื่อไม่ให้สินค้าล้นตลาด และมีการตั้งศูนย์จัดจำหน่ายรับออเดอร์ในพื้นที่ต่างๆ

และจากการมาขายที่ตลาด อ.ต.ก.ครั้งนี้เอง ทำให้มีคนติดต่อขอเป็นเอเย่นต์ส่งเข้าอเมริกา.

ที่มา>>>Thairath

สองเขื่อนใหญ่ใกล้วิกฤติวอนช่วยประหยัดน้ำ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 พ.ค. นายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผอ.โครงการชลประทานเชียงใหม่ เผยว่า น้ำดิบสำรองที่ใช้บริหารจัดการช่วงหน้าแล้งในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำดิบคงเหลือทั้งสิ้น 23.71 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณน้ำที่ใช้การได้เพียง 17.44 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถใช้ได้ถึงวันที่ 1 มิ.ย.2559 หรือเหลืออีกเพียง 21 วันเท่านั้น น้ำต้นทุนก็จะหมดเหลือเพียงก้นเขื่อน 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เอาไว้ใช้สำรอง ส่วนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด เหลือน้ำในเขื่อน 23.71 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำที่ใช้การได้เพียง 9.71 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น จึงขอให้ประชาชนชาว จ.เชียงใหม่ ช่วยกันประหยัดน้ำให้มากที่สุด ส่วนการช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยแล้งใน อ.จอมทอง ทางชลประทานเชียงใหม่ได้ปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่งัดไปถึง อ.จอมทองแล้ว โดยประชุมร่วมกับฝ่ายปกครอง ใน อ.ดอยหล่อ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และ อ.ป่าซาง อ.เวียงหนองหล่อง จ.ลำพูน ร่วมกันบริหารจัดการแบ่งปันน้ำซึ่งกันและกันและไม่ต้องมาทะเลาะแย่งน้ำกันอีก ขณะเดียวกันทางศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 10 ได้สั่งเครื่องสูบน้ำระยะไกลมาสูบน้ำจากลำน้ำปิงในเขต อ.จอมทอง ไปช่วยเหลือชาวสวนลำไยที่กำลังประสบภัยแล้งยืนต้นตายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

ด้านนายมงคล สุกใส รอง ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ทางจังหวัดได้วางแผนในการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คาดว่าอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ น่าจะมีฝนตกลงมาช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งของจังหวัดเชียงใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเริ่มรุนแรงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทานได้รับผลกระทบอย่างหนักกว่าในเขตที่ชลประทานไปถึง โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนลำไย ที่เคยมีรายได้จากการขายลำไยต้องหมดเนื้อหมดตัวเนื่องจากลำไยไม่มีน้ำทยอยยืนต้นตายไปเป็นจำนวนมากต้นลำไยยืนต้นตายทั้งสวน

นางบุญมี ชนะแสน อายุ 71 ปี เจ้าของสวนลำไย บ้านห้วยบง ต.สันติสุข อ.ดอยหล่อ เล่าว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอภัยแล้งหนักหนาสาหัสแบบนี้ บ่อบาดาลในสวนลำไยแห้งไม่สามารถสูบน้ำมาใส่สวนลำไยได้ ต้องปล่อยให้ต้นลำไยยืนต้นตายไปทั้งสวน รวมทั้งสวนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆเดียวกันลำไยก็ทยอยยืนต้นตายเช่นกัน ส่วนน้ำในการอุปโภคบริโภคต้องรอรถน้ำจาก อบต.มาแจกให้ ตอนนี้ชาวสวนลำไยรอเพียงฝนที่จะตกลงมาช่วยเท่านั้น และยังไม่ทราบชะตากรรมในวันข้างหน้าว่าต้นลำไยที่ใบแห้งตายจะพลิกฟื้นคืนชีพกลับมาได้หรือไม่ อย่างไรก็ดี สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้เร่งสำรวจต้นลำไยของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยเฉพาะชาวสวนที่อยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทานพบว่ามีชาวสวนลำไยที่ได้รับผลกระทบหนักคือ อ.ดอยหล่อ อ.จอมทอง และ อ.ดอยเต่า อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายส้มเขียวหวานแห้งหล่นเป็นจำนวนมาก

ที่ จ.แพร่ นายบุญยภาช สิทธิ์วงค์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 287 หมู่ที่ 4 บ้านวังลึก ต.นาพูน อ.วังชิ้น เจ้าของสวนส้มเขียวหวาน กว่า 20 ไร่ ระบุว่า ปีนี้เจอภัยธรรมชาติอย่างที่ไม่คาดคิด สวนส้มใน อ.วังชิ้น และ อ.ลอง ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำยม เป็นหลัก แต่สองเดือนมานี้แม่น้ำยมแห้งขอดไม่มีน้ำไหล ชาวสวนส้มเขียวหวานได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักยืนต้นแห้งตาย ส่วนที่เหลือก็หล่นใช้การไม่ได้ ไม่คุ้มกับการลงทุน.แม่น้ำแห้งขอดไม่มีน้ำไหล

ที่มา>>>Thairath

แล้งหนัก ไม่มีน้ำ! เกษตรกรชัยนาท หันทำฟาร์มกบ กำไรดีกว่าทำนา

แล้งหนัก ไม่มีน้ำเพาะปลูก! เกษตรกรท่าฉนวน ชัยนาท พลิกวิกฤติ หันทำฟาร์มกบ สร้างกำไรต่อเดือนดีกว่าทำนา ส่วนที่กำแพงเพชร แม่ค้าขายปลา เผย พิษแล้งกระทบสัตว์น้ำ จับปลาตามแม่น้ำได้น้อย แถมตัวเล็กลง ขณะที่ราคาขยับขึ้น ทำคนซื้อน้อย

วันที่ 11 พ.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาวะภัยแล้งที่กำลังลุกลามและทวีความรุนแรงอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ระดับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ผันเปลี่ยนไม่หยุดนิ่ง มีน้ำบ้าง แล้งบ้าง ทำให้เกษตรกรจังหวัดชัยนาท รวมไปถึงผู้เลี้ยงปลากระชังบริเวณ ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ต้องเลิกกิจการไปแล้วหลายราย จำเป็นต้องหาอาชีพใหม่ เพื่อปากท้องของครอบครัวนางตุ้งหนิง อินทร์สิงห์ อายุ 39 ปี เกษตรกร ม.5 ต.ท่าฉนวน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท กล่าวว่า เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก แต่ก็ต้องเลิกกลางคัน เพราะมีแหล่งน้ำสำรองไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก จนต้องหันมาเลี้ยงปลาในกระชัง บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งลองคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ดูแล้ว เลี้ยงกบ 1 ตัน ต้นทุน รวม 2 หมื่นกว่าบาท ตัวเล็กขายตัวละ 1 บาท ตัวเต็มวัยขายได้ กิโลกรัมละ 50-60 บาท ขายครั้งหนึ่งขายได้ 1 ตันกว่า – 2 ตัน รวมมูลค่าขายต่อครั้งประมาณ 50,000-100,000 กว่า บาท ถือว่าเป็นการลงทุนลงแรงที่ไม่เสียเปล่า ได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่เหมือนกับการทำนา หรือเลี้ยงปลาในกระชัง ที่ต้องอาศัยสภาพอากาศและน้ำเป็นปัจจัยในการเจริญเติบโตด้าน นายประเชิญ อินทร์สิงห์ อายุ 54 ปี สามีนางตุ้งหนิง เผยว่า เทคนิคการเลี้ยงนั้นลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ข้อสำคัญคือ ต้องให้น้ำสะอาด ถ่ายน้ำทุกวัน ให้อาหารแต่พอดี จำนวน 2 มื้อ เช้า-เย็น หากมากเกินไป นอกจากจะทำให้น้ำเน่าแล้ว กบอาจท้องอืดตายได้ การให้อาหารแบบนี้อาจทำให้กบโตช้า ใช้เวลา 4 เดือนครึ่ง จึงจับขายได้ แต่ไม่ต้องเสี่ยงขาดทุนเพราะกบตายยกฟาร์ม แม้ปัจจุบันมีกบสายพันธุ์อื่นที่ตัวใหญ่ น้ำหนักดี แต่ผู้บริโภคยังนิยมกบนาที่เนื้อแน่น โดยพ่อค้าจะมารับซื้อถึงบ่อ เนื่องจากกบเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา ทั่วทุกภาคในประเทศไทย หากใครสนใจหรือต้องการดูตัวอย่างฟาร์มกบสามารถมาได้ที่ ฟาร์มตุ้งหนิง บ้านเลขที่ 108/1 ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาทกำแพงเพชร แม่น้ำแห้ง วิกฤติปลาน้อยลง ตัวเล็กขายไม่ดี

ส่วนที่กำแพงเพชรตามที่เกิดวิกฤติแล้งหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี ตามเขื่อนต่างๆ เหลือน้ำใช้การน้อยมาก จึงไม่สามารถปล่อยน้ำลงตามแม่น้ำท้ายเขื่อนได้มาก เพราะต้องเก็บไว้รักษาระบบนิเวศภายในเขื่อน ส่งผลทำให้น้ำในแม่น้ำต่างๆ แห้งจนวิกฤติ แม่น้ำในเขตภาคเหนือบางสายแห้งหมดแล้ว แต่บางสายก็เหลือน้ำไหลผ่านเพียงไม่มาก

จากวิกฤติดังกล่าว ยังส่งผลกระทบถึงสัตว์น้ำ ซึ่งปกติสัตว์น้ำจะอุดมสมบูรณ์ ที่ตลาดศูนย์การค้า จ.กำแพงเพชร ตามแผงขายปลาจะมีปลามาวางขายกันมากมาย แต่ช่วงนี้ความหลากหลายของปลาหายไป ส่วนหนึ่งตายเพราะภัยแล้ง ส่วนหนึ่งถูกจับมาก่อนหน้านี้แล้วจำนวนมากเพราะน้ำน้อยจับง่าย และปลาที่มาวางขายตัวก็ไม่ใหญ่มากเม่าที่ควร ราคาก็พุ่งสูงขึ้น เพราะปริมาณปลามาเข้าตลาดน้อยลงสอบถามนางสุทิน โพธิ์ศรีทอง อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65/76 ถนนราชดำเนิน 2 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร แม่ค้าปลารายใหญ่ของตลาดแห่งนี้ เปิดเผยว่า ปลาธรรมชาติที่ปกติจะส่งมาจากแม่น้ำปิงของ จ.กำแพงเพชร บางส่วนมาจาก จ.สุโขทัย จ.พิจิตร นครสวรรค์ และตาก แต่ว่าช่วงนี้น้ำในแม่น้ำต่างๆ ลดลงบางแห่งแห้งหมด ทำให้ปลาที่เคยมาส่งกันมีปริมาณน้อยลงอย่างมาก น่าจะลดลงถึงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น จึงส่งผลทำให้ราคาปลาพุ่งสูงขึ้น เช่น ปลาแดง จากกิโลกรัมละ 300 กว่าบาท ขณะนี้ขึ้นไปเป็น 450 บาท ปลาเนื้ออ่อนจากกิโลกรัมละ 300 ก็ไปเป็น 350 บาท ปลากรายเป็นกิโลกรัมละ 260 บาท ปลาหลดกิโลกรัมละ 160 บาท ปลาไหลกิโลกรัมละ 250 บาท ปลากดคังกิโลกรัมละ 190 บาท ปลาค้าวกิโลกรัมละ 220 บาท ปลาสร้อย กิโลกรัมละ 50 บาท กบกิโลกรัมละ 130 บาท แต่ยังดีที่ปลาทับทิม ปลาดุก และปลาช่อนที่เป็นปลาเลี้ยงราคายังคงที่.

ที่มา>>>Thairath

หวิดปะทะ! เกษตรกรพบพระ แย่งสูบน้ำปลูกพืช นอภ. รุดเคลียร์จบสวย

เกษตรกรปลายน้ำ อ.พบพระ จ.ตาก โวย ปีนี้น้ำมาน้อยถูกคนต้นน้ำสูบไปมาก ทำเดือดร้อน ด้าน นอภ. ร่วม อบต.รวมไทยพัฒนา แก้ปัญหา อนุญาตติดตั้งเครื่องสูบน้ำเข้าไร่ได้ทุกราย

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 59 ที่อ่างเก็บน้ำบ้านรวมไทยพัฒนา 6 ต.รวมไทยพัฒนา อ.พบพระ จ.ตาก นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอพบพระ พร้อมเจ้าหน้าที่ อบต.รวมไทยพัฒนา ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาการแย่งน้ำเข้าไร่ เนื่องจากปีนี้เกษตรกรจำนวนเกือบ 10,000 ไร่ ในพื้นที่กำลังขาดแคลน โดยปกติน้ำจากอ่างเก็บน้ำจะไหลไปตามทางน้ำล้นเข้าสู่คลองธรรมชาติ แต่เนื่องจากมีน้ำมาน้อย เกษตรกรที่อยู่ต้นน้ำต่างกักเข้าไร่จนเกษตรกรที่อยู่ปลายน้ำเดือดร้อนจนเกิดการทะเลาะจากการกักน้ำ ทำให้พืชผลแห้งเหี่ยวใกล้ตายจำนวนมากเกษตรกรเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อนำน้ำไปเพราะปลูกหลังแล้งจัดขาดแคลนน้ำ จนเกือบเปิดศึกแย่งน้ำกัน ที่ อ.พบพระ จ.ตาก

เบื้องต้น นายอำเภอพบพระ อนุญาตให้เกษตรกรสามารถนำเครื่องสูบน้ำมาสูบเข้าไร่ได้ทุกราย ส่งผลให้รอบๆ ริมอ่างเก็บน้ำมีเครื่องสูบเกือบ 50 เครื่อง ต่างเร่งสูบน้ำเข้าไร่ของแต่ละคนตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ผ่านพ้นวิกฤติการแย่งน้ำไปได้ ซึ่งเกษตรกรบางรายอยู่ไกลกว่า 5 กิโลเมตร ต้องใช้ท่อต่อกว่า 1,000 ท่อ ลงทุนนับแสนบาท

นายอำเภอพบพระ กล่าวว่า ช่วงเดือนนี้เป็นช่วงที่เกษตรกรดำเนินการเพาะปลูกทำการเกษตร แต่น้ำที่ไหลตามคลองหยุดไหล ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหาที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่คือ ประสานว่าใครมีเครื่องสูบน้ำ สามารถนำมาสูบที่สระแห่งนี้ได้ โดยจุดที่ไกลสุดประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อที่จะเอาน้ำไปหล่อเลี้ยงการเกษตร เป็นการตกลงทำความเข้าใจกับเจ้าของไร่ทั้งหมด โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต. ช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหาการแย่งน้ำในครั้งนี้แล้งจัด น้ำเหลือน้อย เกษตรกรเดือดร้อนหนัก เพราะกลุ่มน้ำน้ำแย่งสูบน้ำไปหมด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า อ.พบพระ เป็นเมืองเกษตรกรรมเกือบทั้งอำเภอ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่มีน้ำจากดอยสูงไหลลงมา แต่ปีนี้นับเป็นประวัติการณ์ที่ประสบภัยแล้งเป็นปีแรก จนถึงขนาดเกิดการแย่งน้ำดังกล่าว.

ที่มา>>>Thairath

อ่างใหญ่สุดศรีสะเกษ น้ำเหลือไม่ถึงครึ่ง-นครสวรรค์ พริกยืนต้นตาย

ภัยแล้งคุกคามไม่หยุด อ่างเก็บน้ำห้วยตามาย จ.ศรีสะเกษ น้ำลดฮวบเหลือไม่ถึงครึ่ง ขณะเกษตรกรไร่พริกนครสวรรค์ ต้องทิ้งให้ยืนต้นตาย หลังผลผลิตแห้งเหี่ยว หงิกงอ จากการขาดน้ำหล่อเลี้ยงยาวนาน

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทุกพื้นที่ใน จ.ศรีสะเกษ เริ่มประสบกับความแห้งแล้ง แล้งเร็วและหนักกว่าทุกปี แหล่งน้ำต่างๆ ตามทุ่งนาทุกปีเคยมีน้ำ ปีนี้กลับแห้งขอดหมด น้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งลดลงอย่างรวดเร็ว ลดลงมากจนน้ำเหลือไม่ถึงครึ่ง โดยอ่างเก็บน้ำห้วยตามาย ตั้งอยู่ที่ ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ เป็นอ่างเก็บน้ำ 1 ใน 16 อ่างหลักของ จ.ศรีสะเกษ และเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่สุดของจังหวัด มีความจุดอ่างอยู่ที่ 37.29 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีน้ำเหลือ 7.353 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 19.72 เปอร์เซ็นต์ของความจุดอ่าง ตอไม้ในอ่างโผล่ขึ้นมาทั่วอ่าง ถือว่าปริมาณน้ำในอ่างลดลงอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านสามารถลงเดินลุยน้ำได้ คาดว่าหากในสิ้นเดือน เม.ย. ยังไม่มีฝนตกลงมา น้ำจะแห้งขอด กระทบต่อพืชสวนไร่นาของประชาชนอย่างแน่นอนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่สุดใน จ. ศรีสะเกษ น้ำเหลือไม่ถึงครึ่ง

ขณะที่ จ.นครสวรรค์ เกษตรกร ต.ทับกฤชใต้ อ.ชุมแสง ต้องออกมาเก็บพริกแห้งที่เหลือจากความเสียหาย เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัว หลังจากพริกที่ปลูกไว้ส่วนใหญ่แห้งเหี่ยวเน่าเสียเป็นจำนวนมาก นางบุญนำ แบ่งส่วน เกษตรกรหมู่ที่ 7 ต.ทับกฤชใต้ กล่าวว่า ในพื้นที่หลายหมู่บ้านของ ต.ทับกฤช เป็นพื้นที่รับน้ำจากแม่น้ำน่าน และจะเกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปี แต่ต้นปีที่ผ่านมาเกิดปัญหาภัยแล้งรุนแรงจนทำให้ในพื้นที่ขาดแหล่งน้ำธรรมชาติและฝนทิ้งช่วงยาวนาน จนไม่สามารถหาน้ำมารดไร่พริกได้ ทำให้พริกที่ปลูกไว้ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง เมล็ดพริกหงิกงอ เน่าเสีย แห้งเหี่ยว และยังได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดโรคระบาดจนไม่สามารถควบคุมได้ เบื้องต้น เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องทิ้งไร่พริกเพราะไม่สามารถเยียวยาได้ ส่วนที่ออกมาเก็บพริกในช่วงนี้ เป็นเพียงการเก็บพริกที่เหลือจากความเสียหายเพื่อหารายได้เท่านั้น.เม็ดพริกที่เหี่ยวเฉา ยืนต้นแห้งตาย

พริก ที่จ.นครสวรรค์ ยืนต้นแห้งตาย เพราะขาดน้ำอย่างหนัก

ที่มา>>>Thairath

“ปลูกทานตะวัน” สู้ภัยแล้งรายได้ดี

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. นายวโรชา จันทโชติ อายุ 49 ปี เกษตรกรหมู่ 8 ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เปิดเผยถึงแปลงปลูกทานตะวันกับแปลงปลูกดาวเรืองกว่า 50 ไร่ ริมถนนสายวิเศษ-อ่างทอง ใกล้กับวัดม่วง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ว่า เป็นผลงานที่เกิดขึ้นได้จากฝีมือของตนและลูกทีม

ในสวนมะนาวพันธุ์แป้นวโรชา ที่ทำขึ้นเพื่อให้เกษตรกร ชาวนาในพื้นที่ จ.อ่างทอง และชาวบ้านใกล้เคียงได้มาดูมาชื่นชม พร้อมกับคิดใหม่ทำใหม่อย่าได้สิ้นหวัง กับภาวะภัยแล้ง เพราะยังมีพืชอีกหลายตัวที่สามารถสู้แล้งได้อย่างเช่น ต้นทานตะวันกับดาวเรือง“ทานตะวันกับดาวเรืองที่ปลูกขึ้นมาในครั้งนี้ โดยต้นทานตะวันใช้วิธีการปลูกแบบหยอดหลุม ใช้ระยะเวลาการปลูกเพียง 55 วัน จะให้ดอกได้แล้ว และจะบานเป็นระยะเวลา 8-10 วัน ซึ่งยังคงบานให้เห็นไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน ส่วนแปลงปลูกดาวเรือง จะต้องเพาะกล้าในถาด 12 วัน ก่อนนำปลูก ลงดิน อีก 50 วัน จึงออกดอก แต่สามารถเก็บผลผลิต ดอกดาวเรืองขายได้ตั้งแต่ 1-3 เดือน แถมการให้น้ำ เพียง 3 วันต่อครั้งเท่านั้น หากนำไปขายได้ราคาดี ทำให้ครอบครัวมีความสุข แม้ว่าจะไม่มีน้ำมาทำนา ก็สามารถทำการปลูกพืชชนิดอื่นได้”นายวโรชาบอกอีกว่า ทุกวันนี้เห็นเกษตรกรรายอื่นๆที่ทำนา ต่างหมดความหวังเพราะรอน้ำฝน บางรายฝนตกลงมาไม่มากนักก็ดีใจเร่งหว่านนาเพื่อปลูกข้าว แต่ผลปรากฏว่า ฝนตกลงมาไม่มากนัก ส่งผลให้ต้นกล้าต้องแห้งเหี่ยวตาย ขาดทุนขาดรายได้ จึงขอฝากเตือนให้พวกเราควรระมัดระวังอย่าได้รีบร้อน ปลูกข้าวในตอนนี้ รอฟังทางรัฐบาลว่าจะดำเนินการ เช่นไร ส่วนหากมีเวลาว่างอยากให้เกษตรกรในพื้นที่ จ.อ่างทอง และใกล้เคียงได้มาศึกษาดูงาน วิธีการปลูก การขยายพันธุ์ และมาชื่นชมแปลงทานตะวันกับดาวเรือง ที่กำลังบานสะพรั่งอยู่ในขณะนี้ ไปไม่ถูกสอบถามเส้นทางกับนายวโรชาได้ที่ 09-0307-5216.

ที่มา>>>Thairath