จับแก๊งยามาเลย์ ขนไอซ์282กิโล

ปส.ซิวคาด่านสะเดา ลอบจากเพื่อนบ้าน ใช้ไทยเป็นทางผ่าน

ตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับนักค้ายาชาวมาเลย์ ขน “ยาไอซ์” บิ๊กลอต 282 กิโลกรัม คาด่านสะเดา จ.สงขลา หลังทางการมาเลเซียประสานตำรวจไทย เหตุจากยาเสพติดทะลักเข้าประเทศจำนวนมาก ผบช.ปส.ระบุแก๊งค้ายารายนี้รับยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านใช้ไทยเป็นทางผ่านลำเลียงเข้ามาเลเซีย ปัดเป็นเครือข่ายเดียวกันกับแก๊งค้ายาไอซ์ที่ บช.ก.จับกุมไปก่อนหน้านี้

จับ 2 นักค้ายาชาวมาเลเซียได้ยาไอซ์ของกลางจำนวนมหึมาครั้งนี้ เปิดเผยขึ้นที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 มี.ค. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ผบช.ปส. พล.ต.ต.ทนัย อภิชาติเสนีย์ ผบก.สกส.บช.ปส. พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ ผบก.ปส.4 นายดาโต๊ะ ม้อกต้า ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเลเซีย นายณรงค์ รัตนานุกุล เลขาธิการ ป.ป.ส. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ขณะลำเลียงไปขายที่ประเทศมาเลเซีย

พล.ต.ท.เรวัชกล่าวว่า เมื่อเวลา 17.50 น.วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด (บก.สกส.บช.ปส.) และตำรวจ บก.ปส.4 จับกุมนายชาง คิม ซุย อายุ 59 ปี ชาวมาเลเซีย ของกลางยาไอซ์ซ่อนในกระสอบปุ๋ย 7 กระสอบ น้ำหนักรวม 175 กิโลกรัม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และรถยนต์นิสสัน รุ่นเซฟิโร สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ณช 1994 กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังจับกุมนายลิม เยียน ฮุน อายุ 37 ปี ชาวมาเลเซีย ของกลางยาไอซ์ซ่อนในกระสอบปุ๋ย 4 กระสอบ น้ำหนัก 107 กิโลกรัม โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และรถยนต์โปรตอน สีขาว ทะเบียน PTK3696 มาเลเซีย รวมยาไอซ์ทั้งหมด 282 กิโลกรัม จับกุมผู้ต้องหาทั้งสองขณะขับรถผ่านจุดตรวจที่ด่านสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา

ผบช.ปส.กล่าวว่า หลังได้รับการประสานข้อมูล จากตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเลเซีย ว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ไทย ก่อนลำเลียงยาเสพติดด้วยรถยนต์ไปส่งที่มาเลเซีย เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาตั้งด่านสกัดที่ด่านสะเดานานร่วมเดือน กระทั่งพบรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ขับเข้าด่านตรวจค้น เมื่อตรวจค้นพบยาเสพติดดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในรถ สำหรับผู้ต้องหากลุ่มนี้ไม่ใช่เครือข่ายเดียวกันกับผู้ต้องหาค้ายาเสพติดที่ บช.ก.จับกุมไปก่อนหน้านี้ หากยาเสพติดลอตนี้หลุดรอดไปถึงมาเลเซีย จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2 เท่า ช่วงที่ผ่านมายาเสพติดระบาด เข้าสู่มาเลเซียจำนวนมาก ทางการมาเลเซียจึงขอความร่วมมือจากตำรวจไทยเพื่อร่วมกันปราบปรามอย่างจริงจัง แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

บ่ายวันเดียวกัน ตำรวจ บก.ปส.3 บช.ปส.จับกุมนายนับแสน พึ่งสุจริต อายุ 30 ปี ชาว จ.ยโสธร ของกลางยาไอซ์ 3 กิโลกรัม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ได้ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าโฮมโปร ถนนราชพฤกษ์ ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังรับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการซื้อขายยาเสพติดกันที่บริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่วางแผนจับกุม กระทั่งนายนับแสนขับรถยนต์ฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีขาว ทะเบียน กพ 8552 อุบลราชธานี เข้ามา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพบของกลางซุกซ่อนในรถ ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างส่งยาได้ค่าจ้างครั้งละ 30,000 บาท ดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ที่มา>>>Thairath

สาวเซเว่นฯ โผล่มอบตัว คดีสาดโจ๊ก อิจฉาเหยื่อ

สาวมือสาดโจ๊กร้อนๆ ใส่หน้าพนักงานเซเว่นฯ เข้ามอบตัวแล้ว ยอมรับทำจริงเพราะหมั่นไส้คู่ กรณีที่เป็นเด็กใหม่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่ถึง 1 เดือน แต่กลับได้รับคำชมเชยแถมยังทำยอดขายสูงกว่า อ้างวันเกิดเหตุลาหยุดงานเข้าไปซื้อโจ๊กกิน พอเห็นคู่กรณียืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เลยโมโหอารมณ์ชั่ววูบ ยกโจ๊กเดือดปุดๆ ที่ออกจากไมโครเวฟสาดใส่หน้า บอกเสียใจที่หูเบาเชื่อคำยุแหย่ และอยากขอโทษผู้เสียหาย ตำรวจแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่นฯ

กรณีมีคลิปแชร์ว่อนโลก โซเชียล เป็นเหตุการณ์พนักงานร้านเซเว่นฯ สาขาคูบางหลวง (หน้าบ้านเอื้ออาทร) หมู่ 5 ถนนปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ถูกหญิงสาวที่คาดว่าเป็นลูกค้า สาดโจ๊กร้อนๆที่เพิ่งออกมาจากไมโครเวฟ ใส่ใบหน้าและลำตัวจนได้รับบาดเจ็บเป็นแผลพุพอง เหตุเกิดบริเวณเคาน์เตอร์เก็บเงิน ต่อหน้าลูกค้าและเพื่อนพนักงาน เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 25 มี.ค. ต่อมาผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นพนักงานร้านเซเว่นฯสาขาเดียวกัน ในข้อหาทำร้ายร่างกายฯ โดยสาเหตุเกิดจากมือสาดโจ๊กขัดแย้งและอิจฉาเรื่องการทำงานของอีกฝ่าย

ความคืบหน้าของคดี เมื่อเวลา 12.45 น.วันที่ 30 มี.ค. พ.ต.อ.สมหมาย ประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี พ.ต.อ.นที สิริวรวัชร์ ผกก.สภ.คูบางหลวง พ.ต.ท.พงศ์อนันต์ รักษาชาติ รอง ผกก.(สอบสวน) เจ้าของคดี พร้อมชุดสืบสวน เดินทางไปที่ อบต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพื่อรับตัว น.ส.แคท (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุสาดโจ๊กร้อนๆใส่หน้า น.ส.เบน (นามสมมติ) อายุ 17 ปี พนักงานเซเว่นฯหลังจากมีการประสานมาว่าญาติผู้ก่อเหตุติดต่อผู้ต้องหาได้แล้ว และขอเข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อตำรวจไปถึงพบนางสมพร (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี มารดา พร้อมผู้ต้องหารอมอบตัวอยู่ คุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก

น.ส.แคทผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทำงานที่ร้านเซเว่นฯสาขานี้มา 1 ปีเศษ กระทั่งมี น.ส.เบน เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึง 1 เดือน ช่วงหลังมีเพื่อนพนักงานและผู้จัดการร้านบอกว่า ตนถูกตำหนิเรื่องการทำงาน และทำยอดขายสู้เด็กใหม่ไม่ได้ พร้อมแจ้งว่าจะย้ายตนไปประจำอีกสาขา ทำให้รู้สึกไม่พอใจ ก่อนเกิดเหตุลาหยุดงานไป 2-3 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มี.ค. ได้เข้ามาซื้อโจ๊กกิน และเห็น น.ส.เบนทำงานอยู่ จึงรู้สึกโมโหและหมั่นไส้ ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ยกถ้วยโจ๊กที่เพิ่งเวฟออกมาร้อนๆสาดใส่ใบหน้า น.ส.เบน ที่ยืนคิดเงินอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินหนีออกไปจากร้าน ครั้งแรกไม่คิดจะหลบหนีไปไหน จนวันต่อมาทราบว่ามีคลิปวีดิโอแชร์ไปตามโซเชียลต่างๆ ด้วยความตกใจเลยหนีไปอยู่บ้านเพื่อน จากนั้นติดต่อมาหาแม่เพื่อขอมอบตัว รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่ก่อขึ้น และขอโทษผู้เสียหายที่ทำลงไป เพราะความหูเบาที่ไปฟังคำจากคนอื่นจนเข้าใจผิด และขอยอมรับผิดทุกอย่าง

พ.ต.อ.สมหมาย ประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้ประสานกับญาติผู้ต้องหา พร้อมสั่งการให้ พ.ต.อ.นที สิริวรวัชร์ ผกก.สภ.คูบางหลวง เร่งรัดตำรวจชุดสืบสวน ออกติดตามและกดดัน เพื่อให้ผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัว กระทั่งเมื่อช่วงเที่ยงได้รับการประสานจากนายวิรัตน์ ลายลักษณ์ นายก อบต.คูบางหลวง ว่าผู้ก่อเหตุติดต่อขอเข้ามอบตัว จึงเดินทางไปรับตัวมาจากที่บ้านญาติ จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ส่วนสาเหตุเกิดจากถูกตำหนิเรื่องการทำงานจนเกิดข้อเปรียบเทียบ และถูกย้ายสาขาเปลี่ยนสถานที่ทำงาน จนเป็นเหตุให้ไม่พอใจกัน เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ จากนั้นพนักงานสอบสวนจะนำตัวส่งฟ้องศาลต่อไป

ที่มา>>>Thairath

แห่แชร์ ‘แกรนด์แคนยอนอุบล’ เตรียมสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่

 

นักท่องเที่ยวแห่แชร์ภาพ ‘แกรนด์แคนยอนเมืองอุบล‘ ลักษณะเป็นบึงน้ำสีฟ้า พื้นที่ 700 ไร่ ชี้ เกิดจากการขุดดินไปใช้จนเป็นบ่อ อบต. เผย นทท.เข้ามาวันละ 3-4 พันคน เตรียมพัฒนาเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ย้ำบ่อลึก 3 ม. ไม่อนุญาตให้เล่นน้ำ

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนักท่องเที่ยว รวมถึงในโซเซียล และ พื้นที่ใกล้เคียงต่างพากันโพสต์แชร์ ภาพบึงน้ำสีฟ้าสวยงาม บ้านหนองไหล ตำบลหนองขอน อำเภอเมืองอุบลราชธานี อย่างแพร่หลาย จนทำให้ประชาชนแห่ไปชมความงามอย่างล้นหลามนั้น ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเป็นพื้นที่คล้ายอ่างน้ำกว้างประมาณ 700 ไร่ มีคันดินแบ่งเป็นช่องคล้ายเขาวงกต บริเวณทางเข้าเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอน กำลังพัฒนาปรับพื้นที่เป็นที่จอดรถ และมีชาวบ้านนำสินค้ามาวางขายให้นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

ความสวยงามของจังหวัดอุบลราชธานีแห่งใหม่ เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

นายภานุภาค ภาคสีดา รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอน เปิดเผยว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สาธารณะ ชื่อว่า บึงแสนโตร ประจำตำบลหนองขอน ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีความกว้างใหญ่ประมาณ 700 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ของค่ายลูกเสือ และเป็นพื้นที่หนองน้ำสาธารณะ มีการขุดพื้นดินเพื่อเอาไว้กักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ จากการขุดหลายๆ ครั้งก็ทำให้ดินเปลี่ยนสภาวะและเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นชั้นหินและเป็นชั้นคลอง ทำให้รูปแบบของดินมีรูปร่างที่ผิดแปลกแตกต่างไป จนคล้ายเป็นงานศิลปะอย่างที่เห็นตามจินตนาการของแต่ละคน การขุดก็ดำเนินการขุดอยู่หลายช่วง บางช่วงก็เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ บางช่วงก็นำดินไปถมในที่สาธารณะ เช่น ศาลปกครองอุบลราชธานี ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีแห่งใหม่ ก็ใช้ดินจากพื้นที่แห่งนี้ในการดำเนินการ

ชาวบ้านแห่แชร์ภาพ แกรนด์แคนยอนเมืองอุบลฯ

นายภานุภาค ยังกล่าวอีกว่า สำหรับน้ำที่เป็นสีฟ้านั้น เป็นน้ำจากธรรมชาติ หรือน้ำบาดาลที่ซึมขึ้นมาตลอดทั้งปี จึงทำให้มีความใสจนเป็นสีฟ้า และเนื่องจากเป็นพื้นที่ของการขุดดินไปใช้ประโยชน์ จึงไม่อนุญาตให้มีการลงเล่นน้ำ เนื่องจากมีความลึกและจะทำให้น้ำขุ่นไม่สวยงาม ในส่วนของการเตรียมตัวที่จะมาชมวิวของสถานที่แห่งนี้ ที่หลายๆ คนมักเรียก “บึงแสนโคตร หรือ แกรนด์แคนยอนเมืองอุบล” ควรจะเตรียมหมวก หรือร่มเพื่อป้องกันความร้อน รองเท้าที่สวมใส่ควรจะมีความรัดกุมเนื่องจากมีความสูงชัน และป้องกันการลื่นไถล

สำหรับในเรื่องของความปลอดภัย ทาง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอน เราทำได้แค่แนะนำเบื้องต้น เรื่องของที่กั้นหรือแนวกั้นเรายังไม่มีงบประมาณในการสนับสนุน ซึ่งจะนำเสนอฝ่ายบริหารในช่วงต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น เจ้าหน้าที่ก็ยังเป็นห่วงเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยอะมาก วันละประมาณ 3-4 พันคน ซึ่งช่วงที่เยอะที่สุดจะเป็นช่วงประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป คนจะมาท่องเที่ยวเยอะมาก เพราะสภาพของน้ำเมื่อถูกกับแสงแดดช่วงเย็น และบรรยากาศของตะวันที่กำลังจะตกดิน จะถ่ายรูปได้สวยมาก นักท่องเที่ยวควรเดินเที่ยวชมความงามด้วยความระมัดระวัง เพราะบ่อมีความลึกกว่า 3 เมตร หากตกลงไปจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้.

‘แกรนแคนยอน’เมืองไทย ภาคอีสาน ขนาด700ไร่

ที่มา>>>Thairath

‘มีชัย’ นำทีมแจงร่างฯ ปัดสปท.ไร้ผลงาน หั่นวาระเหลือ 120 วัน

 

“มีชัย” นำทีม กรธ.แจงร่างฯ 279 มาตรา ต่อ “สปท.-สนช.-หน.ส่วนราชการ” เพื่อรับรู้วาระก่อนทำประชามติ ปัดสปท.ไร้ผลงาน หั่นวาระเหลือ 120 วัน เมิน พท.ออกแถลงการณ์คัดค้าน ร่างฯ…

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีเหล่าบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้ารัฐวิสาหกิจ ต่างทยอยเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับฟังการชี้แจงสาระสำคัญของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อนลงประชามติ จากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งการประชุมได้เริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. และ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

จากนั้น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้อภิปรายชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่งว่า กรธ.เริ่มทำงาน เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 58 กำหนดทำงานต้องแล้วเสร็จภายใน 180 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 เม.ย. 59 แต่ต้องทำให้เสร็จก่อน เพื่อจะได้มีเวลาตรวจสอบตั้งแต่การทำงานครั้งแรก รวมประชุมทั้งหมด 115 ครั้ง โดยร่างฉบับแรกเปิดเผย เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 59 มี 270 มาตรา ซึ่งมีผู้เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 258 ข้อ โดย กรธ.ได้นำมาแก้ไขทั้งสิ้น 88 มาตรา นำมาควบรวม 6 มาตรา เพิ่มใหม่ 15 มาตรา รวมแล้วร่างฉบับสุดท้ายมี 279 มาตรา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ประธาน กรธ.ชี้แจง 30 นาที จะเปิดโอกาสให้สมาชิกทั้ง 2 สภา อภิปรายซักถาม ซึ่งประเด็นในการซักถามนั้น จะเป็นการสอบถามถึงรายละเอียดในประเด็นที่สมาชิกยังมีข้อสงสัย จนถึงเวลา 11.30 น. จึงปิดการประชุม

ทั้งนี้ นายมีชัย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับลดวาระการทำงานของ สปท.ให้เหลือเพียงแค่ 120 วัน ว่า ไม่ได้เป็นเพราะ สปท. ไม่มีผลงาน แต่ที่ผ่านมา สปท.ทำหน้าที่แค่เสนอแนะแนวทางการปฏิรูปเท่านั้น ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีคณะทำงาน หรือคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เกิดมีผลสำเร็จต้องดำเนินการทันที สำหรับโครงสร้างของคณะทำงานจะมี สปท.เดิมเข้าไปร่วมด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ คสช. และ สปท. จะเป็นผู้กำหนด แต่จะไม่อยู่ในรูปแบบของสภาอย่างแน่นอน

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อบังคับใช้แล้วจะสามารถกำหนดทิศทางประเทศ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม แต่ต้องขึ้นอยู่ว่าจะสามารถปฏิรูปการศึกษา และกระบวนการยุติธรรมได้มากน้อยเพียงใด” นายมีชัย กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีการออกแถลงการณ์มาหลายครั้งแล้ว คัดค้านตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สมบูรณ์ แถลงการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อการทำประชามติหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาชน

ส่วนกระแสคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในประเด็นเรื่องการบัญญัติเรื่องการศึกษา ที่ให้สิทธิเรียนฟรีถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น นายมีชัย กล่าวว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ทัดเทียม ดังนั้นสิ่งที่ กรธ.บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ ร่นระยะเวลาเรียนฟรี ตั้งแต่ช่วงอนุบาล ซึ่งจากเดิมเริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา และแม้ว่าในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายไม่ได้กำหนดสิทธิในเรื่องการเรียนฟรีไว้ แต่ก็มีกองทุนการศึกษาให้ ทั้งแบบให้แบบเปล่า หรือให้เรียน ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์การคัดกรองคุณสมบัติของผู้กู้ยืม ว่ามีฐานะยากจนหรือไม่

ที่มา>>>Thairath

ออกแล้ว! กรธ.คลอด ร่างรธน.ปี59 (ฉบับสมบูรณ์) ส่งถึง นายกฯ-ครม.แล้ว

ออกแล้ว! ร่างรธน.2559 (ฉบับสมบูรณ์) โดยมีการปรับแก้ไขใน 88 มาตรา สรุปเคาะ 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล พร้อมส่งครม.วันนี้  ด้าน”มีชัย” แถลงร่างฯ ฉบับก่อนลงประชามติ เผย ส่งร่างถึงมือ “นายกฯ-ครม.” แล้ว

29 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็ปไซต์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เผยแพร่ ร่างรธน.ฉบับปี 2559 แล้วเมื่อเวลา 13.39 น. ทางhttp://cdc.parliament.go.th/draftconstitution2/more_news.php?cid=61โดย กรธ.ได้ส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับสมบูรณ์ 2559 ให้ ครม. แล้ว ทั้งนี้มีการปรับแก้ไขใน 88 มาตรา สรุปเคาะ 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล

ขณะที่ เวลา 13.39 น. ที่ห้องงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงข่าวการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ” ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า กรธ.เริ่มทำงานวันแรก วันที่ 6 ต.ค. โดยจะครบ 180 วัน วันที่ 1 เม.ย.นี้ ซึ่งเมื่อสักครู่ ได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวมี จำนวน 279 มาตรา 105 หน้า แบ่งเป็น 16 หมวด คือ 1. บททั่วไป 2. พระมหากษัตริย์ 3. สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย 4. หน้าที่ของปวงชนชาวไทย 5. หน้าที่ของรัฐ 6. แนวนโยบายแห่งรัฐ 7. รัฐสภา 8. ครม. 9. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ 10. ศาล 11. ศาลรัฐธรรมนูญ 12. องค์กรอิสระ 13. องค์กรอัยการ 14. การปกครองท้องถิ่น 15. การแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ 16. การปฏิรูปประเทศ และบทเฉพาะกาล

ที่มา>>>Thairath

ลูกสาว’วัฒนา’รุดเยี่ยมพ่อที่ มทบ.11ยัน กำลังใจดี ออกมาก็สู้ต่อ

 

น้องเฟ‘ ลูกสาว “เสี่ยไก่” วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ รุดเยี่ยมให้กำลังใจพ่อ หลังถูกทหารควบคุมตัวไปปรับทัศนคติที่ มทบ.11 พร้อมนำยารักษาโรคและสิ่งของที่จำเป็นมาให้ ยืนยันผู้เป็นพ่อจุดยืนไม่เปลี่ยนแปลง ขอสู้ต่อเพื่อประชาชน …

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 มี.ค. ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ น.ส.วีรดา เมืองสุข ลูกสาวนายวัฒนา เมืองสุข เดินทางมาเยี่ยม และนำเสื้อผ้าพร้อมยารักษาโรคประจำตัวมามอบให้พ่อของตนเองที่ถูกคุมตัวอยู่ภายในมณฑลทหารบกที่ 11 โดยมีนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความพร้อมทีมงานร่วมเดินทางมาด้วย

น.ส.วีรดา กล่าวว่า วันนี้นำเสื้อผ้าและยามาให้พ่อ เนื่องจากพ่อยังไม่ได้กลับบ้านเลยนับตั้งแต่ทหารนำกำลังมาที่หน้าบ้านเมื่อวันที่ 27 มี.ค. โดยตนเป็นห่วงคุณพ่อ มาอยู่ที่นี่พ่อก็คงไม่สบายใจ อยากให้คุณพ่อออกมา เวลาตนมีปัญหาพ่อก็จะอยู่กับตนเสมอ วันนี้พ่อถูกจับตัวไป ตนก็ต้องมาหาพ่อ โดยจะทำเท่าที่จะทำได้

น.ส.วีรดา เมืองสุข ลูกสาวนายวัฒนา เมืองสุข เดินทางมาเยี่ยม และนำเสื้อผ้าพร้อมยารักษาโรคประจำตัวมามอบให้พ่อ ที่ มทบ.11

ด้าน นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ของที่เอามาให้ก็เป็นสิ่งของที่จำเป็น นายวัฒนาต้องการยารักษาโรคประจำตัวตามประสาคนมีอายุ อีกทั้งนำเสื้อผ้ามาเปลี่ยน เพราะเมื่อวานนายวัฒนาใส่เสื้อยืดเพราะไม่ได้กลับบ้าน โดยตนได้ประสานทหารเพื่อขอเข้าพบนายวัฒนาในวันนี้

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ทหารให้ น.ส.วีรดา กับนายนรินท์พงศ์ รออยู่ที่หน้าป้อมเพื่อประสานให้เจ้าหน้าที่ขับรถมารับตัว กินเวลา 30 นาที จึงมีรถมารับเข้าไปภายใน โดยไม่อนุญาตให้ทนายความร่วมเยี่ยมด้วย ทั้งนี้อนุญาตให้เยี่ยมในเวลา 11.00-12.00 น.

ลูกสาว บอกพ่อกำลังใจยังดี หากออกมาก็ขอสู้ต่อ

จากนั้นเมื่อเวลา 12.15 น. เจ้าหน้าที่ทหารจึงขับรถมาส่ง น.ส.วีรดา ที่ป้อมหน้า หลังจากเสร็จสิ้นการเข้าเยี่ยมนายวัฒนากินเวลา 1 ชั่วโมงเศษๆ โดยน.ส.วีรดาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า นายวัฒนามั่นคง จุดยืนไม่เปลี่ยนแปลง จะสู้เพื่อประชาชน หากได้รับการปล่อยตัวก็จะต่อสู้ต่อ เพราะเป็นคนของประชาชน และหากประชาชนยอมให้คนของประชาชนถูกจับ นายวัฒนาก็ยอมถูกจับ โดยตนได้ไปรับประทานอาหารพร้อมนายวัฒนาที่อีกห้องหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าจะถูกคุมตัวนานแค่ไหน แต่อย่างมากสุดก็ 7 วัน ซึ่งทางทหารอนุญาตให้เยี่ยมวันละ 1 ครั้ง โดยเลือกเอาว่าจะเยี่ยมเวลา 11.00-12.00 น. หรือเวลา 17.00-18.00 น. ซึ่งตนคงเลือกเวลา 11.00 น. และจะมาเยี่ยมพ่อทุกวันจนกว่าได้รับการปล่อยตัว

ที่มา>>>Thairath

MH370 เที่ยวบินลึกลับ 2 ปีที่สาบสูญกับปริศนาระดับโลก

 * MH370 เที่ยวบินลึกลับ 2 ปีที่สาบสูญกับปริศนาระดับโลก *

MH370 ,เที่ยวบินลึกลับ, 2 ปีที่สาบสูญ,กับปริศนาระดับโลก

วันที่ 8 มีนาคม 2559 เป็นวันครบรอบ 2 ปีเต็มของการหายสาบสูญไปของเที่ยวบิน MH370 สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ที่ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน พร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือ 239 ชีวิต

หลังเครื่องบินทยานขึ้นสู่ฟ้าได้เพียง 45 นาที สัญญาณการติดต่อของเที่ยวบิน MH370 ก็ได้หายไป ระหว่างกำลังบินออกไปตามเส้นทางผ่านทะเลจีนใต้ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หลายภาคส่วนต่างช่วยกันปฏิบัติการค้นหาร่องรอยของเที่ยวบินนี้ ที่ผ่านมาถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้ข้อมูลที่ไขปริศนาครั้งนี้ได้อย่างกระจ่างแจ้ง

การสูญหายไปของเที่ยวบิน MH370 ตามมาด้วยทฤษฎีต่างๆ มากมาย แม้ว่าประเด็นจี้ปล้นสลัดอากาศ หรือการก่อการร้าย ดูเหมือนจะเป็นข้อสันนิษฐานหลักๆ ที่ชุดสืบสวนให้น้ำหนัก แต่ก็ยังคงไม่มีข้อมูลยืนยันได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางปฏิบัติการค้นหาซากเครื่องบิน ที่เชื่อว่า MH370 ได้เปลี่ยนเส้นทางจากเดิมและบินออกไปสู่น่านน้ำมหาสมุทรอินเดีย

ขณะที่ในระยะเวลาที่ผ่านมา มักมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการค้นพบซากเครื่องบินมาเป็นระยะๆ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 ชิ้นส่วนปีกเครื่องบินถูกพบที่เกาะเรอูนียง ทางมหาสมุทรอินเดียตะวันตก ซึ่งทางการมาเลเซียได้ทำการตรวจสอบและยืนยันว่า ชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นของเที่ยวบิน MH370

หรือล่าสุดเมื่อไปกี่วันก่อนหน้านี้ มีการค้นพบชิ้นส่วนคล้ายซากเครื่องบินที่ประเทศโมซัมบิก ทวีปแอฟริกา ทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย มีข้อความระบุว่า “No Step” ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนแพนหางของเครื่องบิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจพิสูจน์ว่าจะเป็นชิ้นส่วนของ MH370 อีกชิ้นหรือไม่ และจะช่วยตอกย้ำว่าแนวทางการค้นหาเที่ยวบินนี้ในมหาสมุทรอินเดีย ถือว่ามาได้ถูกทาง

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ได้จัดทำรายงานพิเศษ ครบรอบ 2 ปีของการสูญหายไปของ MH370 พร้อมกับขยายข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับปมสาเหตุปริศนาครั้งนี้ว่า “หรือจะเป็นนักบินที่ลงมือ?” หยิบยกหลักฐานและข้อมูลต่างๆ ที่เป็นการสนับสนุนจากแนวการสืบสวนสอบสวน โดยเฉพาะสัญญาณแปลกๆ ระหว่างนักบินกับการสื่อสารภาคพื้นดิน เช่น การปฏิเสธและไม่ตอบสนองกลับเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน หรือการปิดตำแหน่งสัญญาณเรดาร์ของเครื่องบิน ที่อาจจะเป็นการกระทำของนักบินก็เป็นไปได้…

หย่าผัวไม่ทันไร! “ฮิลารี่” โชว์กิ๊กใหม่ซะแล้ว

 * หย่าผัวไม่ทันไร! “ฮิลารี่” โชว์กิ๊กใหม่ซะแล้ว *

 ฮิลารี่ สแวงค์

    หลังหย่าขาดจากสามีเก่า แชด โลว์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนว่านางเอกสาว ฮิลารี่ สแวงค์ จะพบรักใหม่ติดจรวดปรู๊ดปร๊าดทันใจ และช่างเป็นความรักที่ผสมผสานกลมกลืนเข้ากันดี ระหว่างธุรกิจกับความรู้สึกซะด้วย       

   ทั้งนี้เว็บไซด์ “FemaleFirst” ของอังกฤษรายงานว่า ม่ายสาวป้ายแดง ฮิลารี่ สแวงค์ ได้คอนเฟิร์มมาเรียบร้อยแล้วว่า เจ้าหล่อนกำลังออกเดทกับตัวแทนของตัวเอง จอห์น แคมพิซี่ โดยนางเอกเจ้าของรางวัลออสก้าร์ได้เซ็นใบหย่ากับสามีเก่า แชด โลว์ ที่อยู่กินกันมานานถึง 9 ปีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา  จากนั้นเธอก็ให้สัมภาษณ์ว่า          

   “ฉันกำลังออกเดทกับผู้ชายที่ยอดเยี่ยมมาก คุณจะไว้วางใจเพื่อน เมื่อคุณกำลังจะก้าวผ่านสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และเพื่อนของฉันก็คือครอบครัวของฉัน”

ทัพซีเรียปะทะเดือดไอซิสที่พัลไมรา-อิรักเริ่มปฏิบัติการยึดคืนเมืองโมซูล

ทัพซีเรีย

(ภาพ: REUTERS)

กองทัพรัฐบาลซีเรียเคลื่อนกำลังเข้าไปในเมืองโบราณ พัลไมรา ที่ถูกกลุ่มไอซิสยึดครองอยู่แล้ว ขณะที่กองทัพอิรักเริ่มปฏิบัติการยึดคืนเมืองโมซูล เมืองใหญ่ทางตอนเหนือ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัฐบาลของประเทศซีเรีย เคลื่อนกำลังเข้าสู่เมืองโบราณ ‘พัลไมรา‘ ซึ่งถูกยึดครองโดยกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) แล้ว เมื่อวันพฤหัสบดี หลังเกิดการปะทะกับกลุ่มไอซิสอย่างรุนแรง ในวันเดียวกัน กองทัพอิรักก็เริ่มปฏิบัติการเพื่อยึดคืนเมืองโมซูล เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศที่ถูกไอซิสยึดไปใช้เป็นฐานที่มั่นตั้งแต่ปี 2557 แล้ว

ตามการเปิดเผยของกลุ่มสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนในซีเรีย (เอสโอเอชอาร์) ซึ่งมีสำนักงานในอังกฤษ กองทัพรัฐบาลซีเรียรุกคืบเข้าไปในเขตโรงแรมของเมืองพัลไมรา และเริ่มเข้าเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยแล้ว แต่การเคลื่อนกำลังเป็นไปอย่างช้าๆเพราะไอซิสวางกับระเบิดเอาไว้มากมาย นอกจากนี้กองทัพยังโจมตีกลุ่มไอซิสในภาคเหนือของเมืองอย่างหนักด้วย โดยไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่แน่ชัด

ทั้งนี้ เมืองพัลไมรา ซึ่งอุดมไปด้วยหลักฐานทางโบราณคดีที่บางอย่างมีอายุเก่าแก่เกือบ 2,000 ปี เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างเมืองหลวงกรุงดามัสกัส กับเมืองเดียร์ เอซ-ซอร์ ทางตะวันออก โดยกองทัพรัฐบาลซีเรียเริ่มปฏิบัติการยึดคืนในช่วงต้นเดือนมี.ค.และได้รับการสนับสนุนทางอากาศจากประเทศรัสเซีย และการรุกคืบครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก กองทัพรัฐบาลสามารถยึดเนินเขาและพื้นที่สูงรอบเมืองพัลไมราได้หลายแห่ง

อีกด้านหนึ่ง กองทัพรัฐบาลอิรัก เริ่มปฏิบัติการโจมตีเพื่อยึดคืนเมืองโมซูล ฐานที่มั่นสำคัญของไอซิสในภาคเหนือของประเทศแล้ว โดยได้รับการสนับสนุนทางอากาศจากสหรัฐฯ และทางภาคพื้นจากกองกำลังเปชเมอร์กาของชาวเคิร์ด และกองกำลังรบกึ่งทหารของชาวมุสลิมชีอะห์ โดยตั้งเป้าจะยึดคืนเมืองโมซูลให้ได้ภายในปีนี้

กองทัพอิรักออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ขั้นตอนแรกของปฏิบัติการ ฟาตาห์ เริ่มขึ้นในช่วงรุ่งเช้าเพื่อปลดปล่อยจังหวัดนิเนเวห์ ใกล้กับเมืองโมซูล สามารถยึดคืนหมู่บ้านได้หลายแห่ง ขณะที่แหล่งข่าวในกองกำลังความมั่นคงอิรักระบุว่า การยึดคืนพื้นที่แถบนี้ก็เพื่อให้เป็นฐานสำหรับทหารจากกรุงแบกแดด ซึ่งจะถูกส่งมาโจมตีและโอบล้อมเมืองโมซูล

ที่มา>>>Thairath

ให้ออก3สีกากี กระทืบ5นักศึกษา

เจอ5ข้อหาหนักผบช.ภ.6สุดทนทำภาพพจน์เละ

กระทืบนักศึกษา

สั่งให้ออกจากราชการ 3 ตำรวจตีนโหด หลังก่อเหตุขับรถเฉี่ยวชนกับรถเก๋ง 5 นักศึกษา แถมยิงถล่มรถพรุนแล้วรุมยำจนเหยื่อบาดเจ็บสาหัส เบื้องต้นถูกตั้ง 5 ข้อหาฉกรรจ์ ด้าน ผบช.ภ.6 ย้ำพฤติกรรมทำให้ภาพพจน์ของตำรวจเสียหาย ส่วนผู้การฯเมืองสองแควโร่พบอธิการบดีสยบกลุ่มม็อบนักศึกษาที่เตรียมก่อหวอดกดดัน ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่

จากเหตุการณ์ที่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก ประกอบด้วย 1.นายชัยธวัช ธำรงศักดิ์คุณ 2.นายศิริวัฒน์ คุ้มทัศ 3.นายธนพล คงอิว 4.นายธราเทพ แสงพิรุณ ทั้ง 4 คน เรียนปี 3  และ 5.น.ส.กมลชนก กล่ำเทพ เรียนปี 3 สาขาคหกรรมศาสตร์ เข้าแจ้งความ สภ.เมืองพิษณุโลก และร้องเรียนขอความเป็นธรรมจาก พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ.6 กล่าวหาว่า ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ สังกัด กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ขับรถปาดหน้าแล้วใช้ปืนรุมทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและมีหลักฐานเป็นกล้องถ่ายจากรถของพยานที่เห็นเหตุการณ์นั้น

ต่อมาเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 มี.ค. ที่สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก พล.ต.ต.อดิศักดิ์ น้อยประเสริฐ ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก เดินทางเข้าพบ ดร.สาคร สร้อยสังวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมยืนยันขั้นตอนของการดำเนินคดีกับ 3 ตำรวจ โดย พล.ต.ต.อดิศักดิ์กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยเฉพาะในโลกโซเชียลได้ตั้งกลุ่มปลุกระดมนักศึกษาให้ชุมนุมกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ เกรงว่าอาจเกิดปัญหามวลชนจึงต้องรีบมาทำความเข้าใจกับกลุ่มนักศึกษาและอธิการบดี เพื่อยืนยันว่าเรื่องนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนแล้ว และขอยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย

ผบก.ภ.จ.พิษณุโลกกล่าวต่อว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้แยกเป็น 2 คดี โดยคดีแรก ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก 1 ใน 3 ตำรวจที่ถูกกล่าวหาได้เข้าแจ้งความว่า รถของกลุ่มนักศึกษาเฉี่ยวชนรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนและพยายามหลบหนี ซึ่งคดีนี้แยกเป็นคดีจราจรกับคดีกลุ่มนักศึกษาทั้ง 5 รายแจ้งความว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายรุมทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นคดีอาญา เลขที่ 474/2559 ซึ่งกระบวนการขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนทั้ง 2 คดีแล้ว พร้อมจะสอบปากคำทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ดำรงธรรมและตัวแทนของมหาวิทยาลัยราชภัฏ–พิบูลสงครามเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนด้วย

ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้ บช.ภ.6 มีคำสั่งย้าย 1.ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร 2.ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ 3.ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ สังกัด กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลกไปช่วยราชการที่ บช.ภ.6 พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนด้านวินัยและอาญา โดยมอบหมายให้ พ.ต.อ.สุชาติ โสรัจจ์ รอง ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก ดูแลคดีทั้งหมดและมอบหมายให้ พ.ต.อ.พิเชรษฐพงศ์ ธนาบูรณศักดิ์ ผกก. (สอบสวน) ภ.จ.พิษณุโลก เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนร่วมกับรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามและเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก ขอยืนยันว่าคดีนี้ใครผิดต้องดำเนินคดีตามข้อเท็จจริง

ขณะที่ ดร.สาคร สร้อยสังวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ พล.ต.ต.อดิศักดิ์ น้อยประเสริฐ ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก ที่มาชี้แจงกรณีดังกล่าวเพื่อยืนยันถึง ขั้นตอนการทำงานและรูปแบบคดี ไม่ใช่เป็นการเข้าพบเพื่อเคลียร์คดีกับกลุ่มนักศึกษาแต่อย่างใด ส่วนเรื่องการชุมนุมเพื่อกดดันตำรวจนั้น ตนได้พูดคุยกับกลุ่มนักศึกษาแล้วให้ระงับไว้ก่อนและขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามขั้นตอนก่อน พร้อมกันนี้ได้ตั้งตัวแทนของมหาวิทยาลัยคือนายพิมล เกษมเสาวภาคย์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิลปวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เข้าร่วมรับฟังการสืบสวนสอบสวนด้วย

ต่อมาเวลา 11.00 น. วันเดียวกันที่ สภ.เมืองพิษณุโลก นายชัยธวัช ธำรงศักดิ์คุณ นายศิริวัฒน์ คุ้มทัศ นายธนพล คงอิว นายธราเทพ แสงพิรุณ และ น.ส.กมลชนก กลํ่าเทพ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายเดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก ที่ห้องประชุมชั้น 2 โดยทั้ง 5 คน ชี้รูปยืนยันกับพนักงานสอบสวน ภายหลังตำรวจทั้ง 3 นายเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำโดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ

ส่วนบริเวณหน้า สภ.เมืองพิษณุโลก พ.ต.อ.ดิเรก ธนานนท์นิวาส รอง ผบก.ศพฐ.6 พร้อมคณะ ได้มาตรวจพิสูจน์วิถีกระสุนที่รถเก๋งฮอนด้าบริโอ สีขาว ทะเบียน กพ 3660 พิษณุโลก ของนักศึกษาที่ถูก 3 ตำรวจไล่ยิงพบว่าถูกยิงที่ท้ายรถ 7 นัด และที่ยางล้อหลังขวา 1 นัด พร้อมกับจำลองเหตุการณ์การเฉี่ยวชนกับรถเก๋งฮอนด้า ซิตี้ สีขาว ทะเบียน กง 2325 พิจิตร ของตำรวจ รวมทั้งร่องรอยการเฉี่ยวชนกับรถเก๋งยี่ห้อเลกซัส เอ็นเค 300 ทะเบียนป้ายแดง ก-5211 ปทุมธานี ของนายเจริญเกียรติ แซ่เตียว อายุ 30 ปี บ้านเลขที่ 112/134 ถนนเอกาทศรถ อ.เมืองพิษณุโลกที่ขับตามมาอีก 1 คันและเป็นเจ้าของคลิปจากกล้องติดหน้ารถที่มีการเผยแพร่ทางโลกโซเชียล

ต่อมา พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ. 6 เดินทางมาดูการตรวจรถของเจ้าหน้าที่ ศพฐ.6 จากนั้นร่วมกับ พล.ต.ต.อดิศักดิ์ น้อยประเสริฐ ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก และคณะพนักงานสอบสวนของ สภ.เมืองพิษณุโลก สอบปากคำนักศึกษาทั้ง 5 คน ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมืองพิษณุโลก ต่อหน้าอาจารย์และเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.พิษณุโลก พร้อมให้นักศึกษาที่ถูกทำร้ายชี้ตัวตำรวจทั้ง 3 นายผ่านห้องกระจก ผลปรากฏว่าชี้ตัวได้ถูกต้องทุกคน

พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ.6 เปิดเผยว่า ตนได้เซ็นคำสั่งให้ตำรวจทั้ง 3 นาย ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เนื่องจากทำให้ภาพลักษณ์์ของข้าราชการตำรวจเสื่อมเสีย หลังการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหากับตำรวจทั้ง 3 นายรวมทั้งหมด 5 ข้อหาคือ 1. พยายามฆ่า 2. ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส 3. กักขังหน่วงเหนี่ยว 4. บังคับข่มขืนใจ 5. พกพาอาวุธปืนและยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร หลังการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัว 3 ตำรวจไปชั่วคราว เนื่องจากมาเข้ามอบตัวเองทั้งสามคนและเชื่อว่าจะไม่หลบหนี

ที่มา>>>Thairath